หมายเลขอาถรรพ์? : ใครดัง-ใครดับกับเบอร์ 9 ของเชลซีตั้งแต่ปี 2000

หนึ่งในเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดในวงการฟุตบอลก็คือ เบอร์เสื้อของนักเตะของนักเตะในสโมสรบางแห่ง มักถูกแฟนบอลหรือใครหลายๆคนมองว่าเป็นหมายเลขต้องสาป ไม่ว่าใครมาสวมใส่เป็นต้องดับวูบไปทุกราย แม้จะมีบางคนที่รอดพ้นจากอาถรรพ์นั้นบางก็ตาม

และสำหรับแฟนสิงห์บลู หลายเลข 9 คือ เบอร์เสื้ออาถรรพ์ที่อยู่คู่กับทีมมานานนับ 10 ปี ผู้เล่นหลายคนต้องมาฟอร์มตกจากการแบกความคาดหวังจากการสวมเสื้อหมายเลขนี้ว่าจะต้องยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ และปัจจุบันก็ไม่มีทีท่าว่าความเฮี้ยนของเบอร์ 9 จะลดน้อยลงไปในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์เลย

กอนซาโล่ อิกวาอิน คือหัวหอกคนล่าสุดที่ได้สวมใส่เบอร์ 9 ทำให้หลายคนลุ้นว่าแข้งชาวอาร์เจนไตน์จะก้าวผ่านเจ้าของเบอร์คนเก่าๆได้หรือไม่ ดังนั้น GAMEOVER จึงขอพาทุกท่านไปย้อนดูนักเตะเบอร์ 9 คนเก่าๆ ของเชลซี ตั้งแต่ปี 2000 ว่าจะมีใครรอดพ้นจากอาถรรพ์นี้ หรือ เอาชื่อมาทิ้งไว้กับเบอร์นี้กัน

 

จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ (2000-04)

ย้ายมาจาก : แอตเลติโก้ มาดริด ค่าตัว 15 ล้านปอนด์

ลงเล่น 177 นัด 88 ประตู

เชลซีได้ควักเงินกว่า 15 ล้านปอนด์ในการตัวจิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ มาจากตราหมี ในปี 2000 หลังซัดประตูในลาลีก้าไป 24 ประตูในฤดูกาลก่อน แม้จะช่วยไม่ให้แอตเลติโก้ มาดริดตกชั้นได้ก็ตาม

เงินเหล่านั้นที่ทีมเสียไป กาลเวลาเป็นตัวพิสูจน์มันจะคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งสำหรับดีลนี้ของสิงห์บลูถือว่าคุมทุกบาททุกสตางค์ หลังกองหน้าชาวดัชต์คว้าตำแแหน่งดาวซัลโวมาครองตั้งแต่ฤดูกาลแรกในอังกฤษ ร่วมไปถึงประสานงานได้อย่างยอดเยี่ยมร่วมกับ จานฟรังโก้ โซล่า และ ไอเดอร์ กุดยอห์นเซ่น ตลอด 4 ปีที่ค้าแข้งในสแตมฟอร์ด บริดจ์

 

มาเตย่า เคซมัน (2004-05)

ย้ายมาจาก : พีเอสวี ค่าตัว 5 ล้านปอนด์

ลงเล่น 41 นัด 7 ประตู

เคซมันเคยเป็นหนึ่งในหัวหอกที่อันตรายที่สุดหลังซัดประตูถล่มทลายในฮอลแลนด์กับพีเอสวี โดยลงสนามมากกว่า 122 เกม แต่ยิงไปถึง 105 ประตูเลย นั่นทำให้เชลซีคว้าตัวเขามาแบบไม่ต้องคิดอะไรมากเลย

แต่เงินจำนวน 5 ล้านปอนด์ดูไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ และที่สำคัญในพรีเมียร์ลีกดูจะมีการแข่งขันที่ดุเดือดกว่าในเอริดิวิซี่เป็นไหนๆ ส่งผลให้หัวหอกชาวเซิร์บดับกับสิงห์บลูอย่างไม่ต้องสงสัย และกลายเป็นแข้งจอมพเนจรหลังจากนั้น

 

เฮอร์นาน เครสโป (2003-08)

ย้ายมาจาก : อินเตอร์ มิลาน ค่าตัว 16.8 ล้านปอนด์

ลงเล่น 73 นัด 25 ประตู

เครสโป ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก รวมถึงมีประสบการณ์ค้าแข้งในอิตาลีมานานกว่า 7 ปี กับ ปาร์ม่า, ลาซิโอ, และ อินเตอร์ มิลาน ก่อนจะย้ายมาโชว์ฝีเท้าในแดนผู้ดี แต่ด้วยอาการบาดเจ็บในปีแรกๆทำให้ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ไม่มีโอกาสโชว์ฝีเท้าในสแตมฟอร์ด บริดจ์ มากนัก ก่อนจะถูกปล่อยให้มิลานยืมตัวในปี 2004

เครสโปดูไปได้สวยกับมิลาน หลังซัด 2 ประตูในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2005 แต่ทว่าท้ายที่สุดพวกเขาก็แพ้จุดโทษให้ลิเวอร์พูลไป แต่อย่างน้อยเขาก็กลับมาโชว์ฟอร์มช่วยใหเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นสมัยที่สองในปี 2006 ก่อนจะถูกปล่อยให้ทีมเก่าอย่างงูใหญ่ยืมตัวไปถึง 2 ปี และขายขาดในปี 2008

 

คาลิด บูลาห์รูซ (2006-07)

ย้ายมาจาก : ฮัมบูร์ก ค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์

ลงเล่น 20 นัด 0 ประตู

บางครั้งเบอร์เสื้อของนักเตะก็ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ หลังจากที่เครสโปย้ายไปอินเตอร์ในปีนั้น เชลซีกับมอบเสื้อหมายเลข 9 ให้กับ คาลิด บูลาห์รูซ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกองหลังซะอย่างนั้น

ปราการหลังชาวดัชต์พยายามอย่างเต็มที่ในการลงสนามแต่ละครั้ง แต่นั้นก็ไม่ช่วยให้ตัวเขาดูดีขึ้นเลย แถมโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือที่เป็นดึงเขามาร่วมทีมยังโดนปลดออกไปอีก และปิดฉากชีวิตในลอนดอนด้วยฟอร์มอันย่ำแย่ตอนพ่ายให้กับสเปอร์ในปีเดียวกัน

 

สตีฟ ซิดเวลล์ (2007-08)

ย้ายมาจาก : เรดดิ้ง ค่าตัว ฟรี

ลงเล่น 25 นัด 1 ประตู

ดีลครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากครั้งที่แล้วมากนัก เชลซียังชอบทำให้แฟนๆตั้งขอสงสัยว่าทำไมทีมถึงมอบเบอร์ของกองหน้าไปให้นักเตะในตำแหน่งอื่น ซึ่งครั้งนี้เป็นกองกลางอย่าง สตีฟ ซิดเวลล์ ที่ได้สวมหมายเลข 9 ต่อจาก คาลิด บูลาห์รูซ

ซิดเวลล์โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นกับเรดดิ้ง โดยช่วยให้ทีมหนีรอดจากโซนอันตรายสบายๆ ซึ่งเจ้าตัวก็เลือกย้ายมาเชลซีหลังจากหมดสัญญากับทีม แม้สิงห์บลูแทบไม่ความเสี่ยงอะไรในดีลนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเบอร์ 9 คนเก่า ก่อนจะย้ายไปแอสตัน วิลล่าในเวลาต่อมา

 

ฟรังโก้ ดิ ซานโต้ (2008-09)

ย้ายมาจาก : ออแด็กซ์ อิตาเลียโน่ ค่าตัว 3.4 ล้านปอนด์

ลงเล่น 16 นัด 0 ประตู

เชลซีได้ลองเสี่ยงคว้าตัว ฟรังโก้ ดิ ซานโต้ มาจาก ออแด็กซ์ อิตาเลียโน่ สโมสรในชิลี หลังจากเจ้าตัวเลื่อนขึ้นมาชุดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง อย่างไรก็ตาม แม้กองหน้าเลือดฟ้าขาวจะได้ลงเล่นถึง 16 นัด ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากม้านั่งสำรอง และไม่ได้สร้างช่วงที่น่าจดจำอะไรเลย

ต่อมา คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของทีมในขณะนั้นได้ปล่อย ดิ ซานโต ให้แบล็คเบิร์น ก่อนจะย้ายไปอยู่วีแกนแบบถาวรในเวลาต่อมา และคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ กับทีมในปี 2013

 

เฟอร์นันโด ตอร์เรส (2011-14)

ย้ายมาจาก : ลิเวอร์พูล ค่าตัว 50 ล้านปอนด์

ลงเล่น 172 นัด 45 ประตู

ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา เป็นกองหน้าตัวหลักของเชลซีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในปี 2011 ทีมเริ่มหาตัวแทนมาช่วยหรือเป็นความหวังใหม่ในแดนหน้าแทน ด้วยการคว้าตัวเฟอร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าจากลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติของเกาะอังกฤษในเวลานั้นเลย

เอล นินโญ่ กลายเป็นยอดกองหน้าของยุโรปตั้งแต่ย้ายมาเล่นในแอนฟิลด์ แต่ช่วงพีคๆของเขาไม่มีหลงเหลืออยู่เลยในสีเสื้อเชลซี แม้แฟนๆจะจดจำช็อตที่เขายิงประตูชัยในเกมรอบตัดเชือกแชมเปี้ยนส์ลีก นัดสอง กับบาร์เซโลน่า ได้ดีติดตา แต่ว่าช่วงเวลาของเขาในลอนดอนก็พูดได้อย่างเต็มปากว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า

 

ราดาเมล ฟัลเกา (2015-16)

ย้ายมาจาก : โมนาโก แบบยืมตัว

ลงเล่น 12 นัด 1 ประตู

ราดาเมล ฟัลเกา ดูล้มเหลวสุดๆกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ดูเหมือน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ไม่ได้สนใจและดึงตัวเขามาร่วมทีมเชลซีในปีต่อมาด้วย โดยหวังลึกๆว่า เอล ติเกร จะกลับเป็นเสือร้ายกระหายประตูเหมือนสมัยที่ค้าแข้งกับ แอตเลติโก้ มาดริด และ ปอร์โต้ ได้

แต่ทว่าฟัลเกากลายกลับกลายเป็นกองหน้าสำรองอย่างเต็มตัว และใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่บนซุ้มผู้เล่นสำรอง ไม่ก็อยู่กับทีมแพทย์ของเชลซีเป็นส่วนใหญ่ ก่อนจะย้ายกลับฝรั่งเศสไปแบบช้ำๆ

 

อัลบาโร่ โมราต้า (2017-?)

ย้ายมาจาก : เรอัล มาดริด ค่าาตัว 70 ล้านปอนด์

ลงเล่น 72 นัด 24 ประตู

โมราต้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ในลอนดอนได้อย่างสวยหรู หลังยิงไป 8 ประตู แอสซิสต์อีก 4 ลูก จากการลงเล่น 11 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก มีลุ้นดาวซัลโวร่วมกับ โรเมลู ลูกากู, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ แฮร์รี่ เคน แต่ด้วยอาการบาดเจ็บและปัจจัยส่วนตัวบางอย่างทำให้ หัวหอกชาวสเปนฟอร์มตกไปดื้อๆ

ในฤดูกาลต่อมา โมราต้าเปลี่ยนไปใส่หมายเลข 29 เพื่อเป็นการฉลองวันเกิดให้กับลูกฝาแฝดของเขา แต่มองอีกมุมหนึ่งนั้นก็เหมือนเป็นข้ออ้างในการหนีการสวมเบอร์ 9 และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ฟอร์มของโมราต้านั้นไม่ได้ดีไปกว่าปีแรกเลย จนทำให้ตัวเขาอาจจะย้ายไปเรียกความมั่นใจกับแอตเลติโก มาดริดแบบยืมตัวในเร็วๆนี้